บุคลิกภาพของครู

posted on 05 Dec 2009 18:49 by nui12342010

 

บุคลิกภาพของครู

 

 

 

           

 

                    บุคลิกภาพที่ดีของครู


       1. บุคลิกภาพเป็นปัจจัยช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพครู
       

       2. ครูต้องพัฒนาบุคลิกภาพทางด้านร่างกายด้านสังคมด้านอารมณ์ และด้านสติปัญญาให้เหมาะสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู                  

       3. การพัฒนาบุคลิกภาพเป็นเจตจำนงของแต่ละบุคคล ที่ต้องปฏิบัติตนอย่างเป็น กระบวนการ      

       4. สัปปุริสธรรม 7  เป็นธรรมที่ใช้เป็นเครื่องช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ ของครูไทย

 

 

          

             การพัฒนาบุคลิกภาพของครู หมายถึง การแก้ไข ปรับปรุงและฝึกฝนบุคลิกภาพทั้งทางด้านกาย ด้านอารมณ์    ด้านสังคม และด้านสติปัญญาของครู ให้เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพครู อื่นประเมินด้วยเพื่อความมั่นใจ  ลักษณะของครูที่พึ่งประสงค์โดยทั่วไป    บุคลิกภาพที่พึ่งประสงค์ของครูไทยนั้นอาจใช้ลักษณะของ สัปปุริสธรรม 7 เป็นหลักยึด    ครูผู้มีสัปปุริสธรรม7ย่อมเป็นครูที่มีบุคลิกภาพที่ดี  สัปปุริสธรรม 7 ได้แก่

          1. ธัมมัญญุตา รูหลักการอยู่ร่วมกัน รู้หน้าที่ รู้หลักความจริงของธรรมชาติของ 

 

          2. อัทถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายของการกระทำอันใด 

 

          3. อัตตัญญุตา รู้บทบาทภาวะหน้าที่ความสามารถ หรือรู้ว่าตนเองควรทำอะไร
        

          4. มัตตัญญุตา รู้จักความประมาณตน
         

          5. กาลัญญุตา รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร
        

          6. ปริสัญญุตา รู้จักท้องถิ่น ชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี
        

          7. ปุคคจัญญุตา   รู้ความแตกต่างของบุคคล   ถ้าดีควรยกย่อง ถ้าไม่ดีควรตำหนิสั่งสอน

 

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/nongirtschool/129262

พุทธวิธีพัฒนาบุคลิกภาพ

posted on 05 Dec 2009 18:49 by nui12342010

 

พุทธวิธีพัฒนาบุคลิกภาพ

 

 

การพัฒนาบุคลิกภาพด้วยศีลสมาธิปัญญา

          ชาวพุทธต้องพัฒนาบุคลิกภาพด้วยศีลสมาธิปัญญา หรือไตรสิกขา นั่นคือต้องหนักแน่นด้วยศีล สงบจิตใจด้วยสมาธิ และฉลาดด้วยปัญญา หรือ แหลม (สมาธิ) คม (ปัญญา) หนัก (ศีล) พอพูดศีลสมาธิปัญญา ฟังแล้วอาจรู้สึกไกลตัวหรือไม่เข้าใจ หากพูดว่าแหลมคมหนักก็พอที่จะเข้าใจ คนที่แหลมคมหนัก เป็นคนอย่างไร แหลม (มุ่งเข็ม) เป็นลักษณะคนที่มีความตั้งใจมั่น ไม่คลอนแคลนได้ง่าย ไม่เปลี่ยนใจง่าย คม เป็นคนที่ฉลาด รู้เท่าทันคน รู้เท่าทันธรรมชาติและความเป็นจริง แก้ปัญหาเก่งไม่ว่าจะเป็นปัญหางาน หรือปัญหาคน ปัญหาของตน หรือปัญหาของคนอื่น หนัก เป็นคนที่หนักแน่น ไม่หูเบา ไม่ใจเบา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คนที่มีลักษณะแหลมคมหนัก จึงเป็นคนที่เจริญด้วยศีลสมาธิและปัญญา คนอื่นที่มาคบค้าสมาคมจึงรู้สึกอบอุ่นใจ ไว้วางใจ มอบความเชื่อใจ และศรัทธาให้ มอบความเป็นผู้นำหรือความเป็นใหญ่ให้เราลองมาพิจารณาคนที่บุคลิกภาพที่ขาดศีลสมาธิปัญญา คือเป็นคนที่ มนทื่อเบา เราจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่สบายใจเมื่ออยู่ใกล้ มน เป็นคนที่ไม่ตั้งใจจริง ขาดสมาธิในการทำงาน เป็นไม้หลักปักขี้เลน ไม่เป็นโล้เป็นพาย เราจึงเอาคนมนเป็นที่พึ่งไม่ได้ ทื่อ เป็นคนที่ไม่ฉลาด ชอบหลงกับกิเลสได้ง่าย แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่รู้เท่าทันทั้งทางโลกและทางธรรม บางทีก็นำผิดทิศผิดทาง คนที่ได้คนทื่อเป็นผู้นำ ย่อมเสียรู้กลุ่มอื่น เผ่าอื่น ประเทศอื่น ชาติอื่น และพัฒนาไม่ทันเขา ถูกคนอื่นดูหมิ่นดูแคลนได้ เบา เป็นคนที่หูเบา เชื่อคนง่าย ขาดศีล ย่อมเบียดเบียนคนอื่น มักเห็นผิดเป็นชอบ ชอบอบายมุข ลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ไม่ดีไม่งามบุคลิกภาพให้พัฒนามาจากใจ เมื่อใจดีใจงามแล้ว ภายนอกที่แสดงออกมาก็จะเป็นไปอย่างจริงใจ ที่เรียกว่า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว

 

          พุทธศาสนาพัฒนาบุคลิกขึ้นมาได้ ชาวไทยจึงควรลึกซึ้ง แจ่มชัดในทางพุทธศาสนา รู้ถึงสามัญสำนึกว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ พุทธศาสนาจึงเน้นพัฒนาจิตใจก่อน

          คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ แต่สังคมคนไทยนี่แปลกจริง ๆ ในปัจจุบันนี้ สังคมกลับมองว่าคนถือศีลเป็นคนผิดปกติ เป็นอะไรไปเสียแล้ว เพี้ยนหรือเปล่า คนที่ถือศีลจึงต้องมีใจหนักแน่นด้วย ที่ต้องทนสังคมเข้าใจผิดจากทำนองคลองธรรม พอหญิงสาวจะบวชชี ก็หาว่าอกหักมาหรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้น คนถือศีล หน้าตาก็จะดูดี อิ่มเอิบสดใส คำพูดดีไม่ก้าวร้าว กริยาท่าทางสงบ ไม่หลุกหลิก ไม่กินเหล้า ไม่เสพยาบ้า ดูตัวอย่างเราเห็นพระสงฆ์ แล้วเราจะเกิดความรู้สึกศรัทธา เกิดความสงบ เห็นเครื่องแบบพระก็ดูน่าเลื่อมใส บุคลิกภาพที่ดีจึงมักเริ่มจากการมีศีลก่อน พระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ก็มีลักษณะบุคลิกภาพที่น่าเลื่อมใสเช่นกัน เช่น ตาหลุบต่ำ หน้าอิ่มเอิบ ผ่องใส มุมปากยิ้มด้วยเมตตา ลักษณะท่วงท่าสงบ ไม่โลดโผนคนมีศีล คือคนหนักแน่น พึ่งตน ช่วยตนเอง เตือนตัวเอง คนที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวเอง (ตัวกูของกู)พระพุทธเจ้า สอนบุคลิกภาพให้กับพระสงฆ์ เช่น การเดินให้มองไกลไม่เกิน 3 ก้าว ห้ามมองจานข้าวหรือบาตรของคนอื่น กลัวจะเกิดกิเลส อยากกินของคนอื่น การฉันท์จะทำด้วยความสำรวม ข้าวไม่ถึงปากห้ามอ้าปากรับ ห้ามยืนปัสสาวะเพราะไม่งาม

 

 

การพัฒนาบุคลิกภาพในแนวสติปัฏฐาน

          แนวสติปัฏฐานนั้นจะเดินนับก้าว นอนนับท้อง จ้องดูลมหายใจเข้าออก เคลื่อนไหวด้วยสติ ต้อนจิตใจให้อยู่ในกรอบ ไม่ตั้งอยู่ในความชอบไม่ชอบ ไม่ง่วง ไม่สงสัย ข้าจะทำดีด้วยเมตตา ข้าจะสร้างปัญญาให้กล้าคม

      แนวสตินั้น เราหลับตาเราคิดเองแล้วเราก็จะรู้เอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เราพิจารณาไตร่ตรองด้วยใจที่เป็นกลาง เราจะหยั่งรู้เอง อยากที่จะเป็นคนที่สงบเยือกเย็น จะต้องหัดฝึกสมาธิกัมฐาน ถ้าเรารู้เท่าทัน คนมาด่าเรา เราก็ไม่เกิดโมโห เราสามารถข่มใจได้โดยไม่ลำบากใจ เราก็ไม่แสดงบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม ตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว ในทศพิธราชธรรมก็มีหลักธรรมที่ความไม่โกรธด้วย

 

 

 

คนมักมากในกามคุณย่อมมีบุคลิกภาพไม่ดี

 

          คนมักมากในกามคุณ คิดแต่ของใต้สะดือ ของเหนือหัวเข่า ตาก็จะแวววาวมองเด็กไปทั่วด้วยสายตากลุ้มกลิ่ม ลักษณะเช่นนี้มีบุคลิกภาพเหมือนเฒ่าหัวงูไม่น่าไว้วางใจ อย่างนี้เป็นคนบุคลิกภาพไม่ดี บางคนซ่อนความรู้สึกได้สนิทแนบเนียนจนอายุเกษียณ และแล้วก็มาโผล่ตอนแก่เฒ่า

   คนมักมากในกามคุณ นอกจากเรื่องเพศแล้ว ยังมีเรื่องกามที่เกี่ยวกับของหอม ของสวย ของอร่อย ของนุ่ม เสียงไพเราะ พอชอบก็ไม่งาม เพราะแสดงความอยากได้จนน่าเกลียด แต่พอเกลียดก็ทำตนไม่งาม แสดงอาการรังเกียจอยากผลักไสขับไล่ จนกิริยาน่าเกียจ ดูไม่งามเช่นกัน หากจิตคิดไม่ดี กายก็ย่อมออกมาไม่ดี เป็นพยาบาลด่าคนไข้ พอเราต่อว่าด่าคนไข้ ไม่ดีไม่งาม พยาบาลก็เถียงว่าเขาปากกับใจตรงกัน ปกติเขาจะพูดคำนี้ต่อเมื่อเขากำลังพูดปากหวาน ไม่ใช่พูดไม่ดีแล้วบอกว่าปากกับใจตรงกัน อย่างนี้แสดงว่าใจคนพูดก็ไม่ดีนะซิ

 

บุคลิกภาพที่ดีที่สุดคือความมั่นใจ

 

          บุคลิกภาพที่ดีที่สุด คือความมั่นใจ จริงใจ แม้พูดไม่ชัดแต่ก็พูดด้วยความมั่นใจ พูดหยาบแต่มั่นใจแบบคนบ้านนอก พูดกู ๆ มึง ๆ คนฟังก็ทราบซึ้งถึงน้ำตาไหลได้ บุคลิกภาพนอกจากการพูดแล้ว ยังมีน้ำเสียง ท่าทาง ความมั่นใจ เป็นพลังที่ส่งออกไปจากผู้พูด ไปยังผู้ฟัง

 

 

หลักธรรมที่เป็นบุคลิกภาพของผู้นำและพยาบาล

 

          หลักธรรมที่สร้างบุคลิกภาพของผู้นำ ผู้บริหาร ผู้จัดการ และพยาบาล คือ พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ผู้ใดประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ผู้นั้นย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นที่พึ่งได้ เป็นคนที่น่าเคารพศรัทธานับถือ

 

 

ขี้บ่นเป็นพลังหารสอง

 

          คนขี้บ่น ย่อมแสดงว่าตนเองอ่อนแอ แก้ปัญหาไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ต้องการให้คนอื่นเห็นใจ ต้องการให้คนอื่นช่วยเหลือ เป็นคนที่มีพฤติกรรมบุคลิกภาพขาดความอดทน โปรดสังเกตว่ามีบางคนมีวิชาการความรู้ความสามารถดี ขยันทำงานมากกว่าคนอื่น 2 เท่า ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ขาดคนยอมรับ คนรุ่นน้องแซงหน้าได้รับการโปรโมตให้สูงกว่า เพราะเขาขี้บ่น ความดีทั้งหมดที่เขาสร้าง จึงถูกตัดทอนหารสอง บางครั้งหารสาม คิดแล้วน่าสงสารเขา ที่เขาหมดโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน เนื่องจากเขามีบุคลิกภาพไม่ดี เป็นคนขี้บ่น

 

ที่มา : http://www.budmgt.com/budman/bm02/personalitydev.html

 

บุคลิกที่ดี....สะท้อนเสน่ห์ในตัวคุณ

 

 

 

               

 

 

          สิ่งสำคัญที่ทำให้เธอดูเด่นมีเสน่ห์ คือ ความมั่นใจ สาวที่มีความมั่นใจเต็มร้อยจะแสดงออกทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ ซึ่งหมายถึงการสะท้อนออกซึ่งบุคลิกของตัวเธอได้เป็นอย่างดี และหากรู้จักเติมเสน่ห์ให้กับตัวเองด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ก็จะช่วยเสริมบุคลิกให้ดีตามไปด้วย ถือเป็นประตูแรกของการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามาสร้างมิตร สร้างสัมพันธ์ หรืออาจไปถึงสร้างครอบครัวมีคู่ชีวิตเลยก็เป็นได้ 

 

          บุคคลิกภาพที่ดี เริ่มจาก 5 ส.

          เสื้อผ้า
          เสื้อผ้าที่ดูดีไม่จำเป็นต้องแพง หรือตามแฟชั่น แต่เป็นการแต่งการให้เหมาะกับโอกาสต่างๆ เช่น นัดลูกค้าควรแต่งกายให้สุภาพ ภูมิฐาน เมื่อไปงานสังสรรค์ก็แต่งสบายๆ

 

          สะอาด
          รู้จักดูแลเรือนร่างตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าให้สะอาด ไร้กลิ่นตัว ไร้รังแค

          สง่า

          ควรสง่างามอยู่ที่ท่าทางการเดิน ทั้งชายและหญิงควรเดินอกผายไหล่ผึ่ง สายตามองไปข้างหน้า เดินให้มีจังหวะไม่เร็วหรือช้าเกินไป

          สวัสดี
          การสวัสดีในยามแรกพบ ทำได้โดยการยิ้ม หรือส่งสายตาที่เป็นมิตร หากมีโอกาสได้คุยกันก็เริ่มด้วย สวัสดีครับ(ค่ะ) และแนะนำตัวให้รู้จัก อย่าลืมใส่ความรู้สึกดีในทุกคำพูด เพราะอีกฝ่ายจะรับรู้ได้จากกริยาท่าทาง

          สื่อสาร
          พูดจาให้เกียรติอีกฝ่าย ใช้เสียงนุ่มนวล มีจังหวะขึ้นลง ไม่พูดเหมือนบ่น หรือเสียงเดียวตลอด ทำให้ไม่น่าสนใจ ไม่แทรกถามขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูด เท่านี้ผู้ที่สนทนาก็เทคะแนนให้เราเต็ม ๆ แล้วค่ะ


          และหากอยากให้เขาประทับใจคุณมากขึ้น ก็อาจเพิ่ม ส.สุภาพ ส.ส่วนรวม ทำตัวร่าเริงสดใส

 

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nootikky&month=10-2009&date=22&group=17&gblog=2